เมื่อฝรั่งห้ามนำเข้ากะเพรา มะเขือเปราะ พริกหยวก ตบหน้ารัฐบาลไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย มติชน   
วันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๕:%M น.

makua1หากใครมีโอกาสเข้าไปคลิกในเว็บไซต์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะพบว่าวิสัยทัศน์ของกระทรวงแห่งนี้คือ

“เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย และต้องสร้างรายได้ให้กับแผ่นดิน”

แต่หลายวันที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า ทางกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียูสั่งระงับพืชผักส่งออกจากเมืองไทย คือ กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง มะระ มะเขือเปราะ พริกหยวก ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553

สาเหตุที่ทางอียูไม่ยอมซื้อผักจากเมืองไทย เนื่องจากปัญหาการตรวจพบสารตกค้าง ศัตรูพืชปนเปื้อน และยังมีปัญหาด้านฟู้ดเซฟตี้ คือมียาฆ่าแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ตกค้าง

ก่อนหน้านี้ทางอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้บินไปเจรจากับนายอีริค พูเดเลต ผู้อำนวยการคณะกรรมการด้านความปลอดภัยของอาหารของคณะกรรมาธิการยุโรป ด้านสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อขอให้ทบทวนมาตรการนี้ แต่ก็ล้มเหลว

นอกจากนั้นพืชผักจากเมืองไทยที่ส่งเข้ามาในกลุ่มประเทศอียูจะได้รับการ ตรวจสอบแบบเข้มข้นกว่าจะหลุดเข้าไปจำหน่ายได้  เนื่องจากตรวจพบสารตกค้างสินค้าบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ ถั่วฝักยาว มะเขือม่วง และผักตระกูลกะหล่ำ ต้องผ่านการสุ่มตรวจสารตกค้าง ณ ด่านนำเข้าถึงร้อยละ 50 ของปริมาณการนำเข้าแต่ละล็อต

คือหากส่งกะหล่ำไป 100 กิโลกรัม ก็ต้องถูกตรวจถึง 50 กิโลกรัม อันแสดงถึงความไม่น่าเชื่อถือพืชผักจากเมืองไทยอย่างชัดเจน

เรื่องนี้ได้ทำให้บรรดารัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ฯ เกิดอาการวัวหายล้อมคอกทันที มีการให้ข่าวว่า จากนี้เป็นต้นไป จะทำการตรวจสอบบรรดาผู้ส่งออกสินค้าทางการเกษตรอย่างจริงจัง หากบริษัทใดไม่มีคุณภาพ สอดใส่สินค้ามีตำหนิ  ก็จะใช้กฎหมายเข้าจัดการ มีโทษทั้งปรับทั้งจำ มาบังคับใช้อย่างเด็ดขาด

ขอประทานโทษครับ แล้วที่ผ่านมา ฯพณฯ ไปอยู่ที่ไหนกันมา ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา  ต้องรอให้ฝรั่งออกมาตรการเด็ดขาด จึงจะเพิ่งตาสว่างกัน

อันที่จริงคนไทยต้องขอบคุณฝรั่งอียู ที่สอนให้พวกเรารู้ว่า รัฐบาลและข้าราชการของประเทศเหล่านั้นสนใจคุณภาพชีวิตของคนในประเทศมากเพียงใด จึงมีการตรวจสอบพืชผักที่คนบ้านเขาจะกินว่ามีอันตรายหรือไม่

ข่าวนี้ได้ทำให้เราตาสว่างขึ้นว่า ขนาดผู้ส่งออกพืชผัก รู้ทั้งรู้ว่าการส่งสินค้าไปประเทศทางอียู ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น คัดเลือกสินค้าแล้ว ก็ยังมีปัญหาถึงเพียงนี้

kaprao1ขณะที่พืชผักที่จำหน่ายในตลาดสดบ้านเรา ไม่เคยมีหน่วยงานใดออกมาควบคุมตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่าพืชผักเหล่านี้ที่นำมาขาย มีการปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชมากเกินขีดอันตรายหรือไม่ นอกจากว่า นาน ๆจะมีเจ้าหน้าที่กรมอนามัย หรือทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาสุ่มตรวจ แต่ก็ไม่เคยมีการสั่งห้าม หรือบทลงโทษอย่างจริงจัง

มั่นใจได้เลยว่า พืชผักในท้องตลาดส่วนใหญ่อุดมไปด้วยสารเคมีเกินขนาดกันทั้งนั้น ผู้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ จึงสูงขึ้น และที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ไม่เคยออกมาตรการเด็ดขาดในการปกป้องผู้ บริโภคให้ห่างจากสารเคมีแบบรัฐบาลของกลุ่มประเทศอียูเลย

อ่านถึงตรงนี้แล้วลองกลับไปอ่าน ข้อความแรกที่เขียนถึงวิสัยทัศน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะพบว่า นอกจากประชาชนไม่สามารถบริโภคอาหารปลอดภัยได้แล้ว เกษตรกรล้วนแต่มีคุณภาพชีวิตย่ำแย่กว่าผู้บริโภคเสียอีก

หลายปีมาแล้ว กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผลการตรวจเลือดของเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษอัน เนื่องมาจาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนสูงถึงร้อยละ 21  ของเกษตรกรทั้งหมด และผลการตรวจเกษตรกรเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีเกษตรกรและแม่บ้านที่มีสารเคมีตกค้างในระดับที่ไม่ปลอดภัยและเสี่ยง จำนวนรวมกันมากถึงร้อยละ 75

พิษภัยจากสารเคมีการเกษตรนี้เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาที่เป็นผลระยะยาว เช่น ปัญหาโรคมะเร็ง โรคเบาหวานและ โรคต่อมไร้ท่อ

บ้านเราใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรสูงมากอันดับต้น ๆ ของโลก ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประเภทต่างๆปีละเกือบ 140 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่านำเข้าประมาณ 17,000 ล้านบาท  ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน

นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลไทยยังใจกว้างเป็นแม่น้ำ อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากที่สุดในโลกถึง 25,000 ชื่อ ในขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนพันกว่าชื่อเท่านั้น

การขึ้นทะเบียนสารเคมีมากมาย ถือว่าเป็นเทคนิคของบรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อจะนำสารเคมีต่างๆ เป็นวัตถุดิบ มาปรุงเป็นหลายสูตร หลายยี่ห้อ ผสมกับวัตถุดิบในประเทศ  สร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น  จนทำให้ยอดขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงถึงปีละ เกือบ 5 หมื่นล้านบาท โดยมีเกษตรกรทั่วประเทศเป็นลูกค้ารายสำคัญ

สารเคมีบางตัว อาทิ คาร์โบฟูแรน ซึ่งเป็นสารเคมีหลักของบ้านเรา ปรากฏว่า ทางประเทศผู้ผลิตคือสหรัฐอเมริกาได้สั่งเลิกใช้แล้ว และทางกลุ่มประเทศอียู ได้ห้ามใช้และนำเข้าอย่างเด็ดขาด ห้ามมีสารนี้ตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้า แต่สารเคมีชนิดนี้สามารถนำมาขายในประเทศไทยได้อย่างเสรี จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พืชผักจากเมืองไทยถูกสั่งแบนในกลุ่มประเทศอียู

บริษัทผู้ขายสารเคมีเหล่านี้ มักจะอาศัยช่องโหว่ที่ยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่ชัดเจน มาส่งเสริมการเพิ่มยอดขายด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาด อาทิ การจับรางวัลชิงโชค  การจัดเลี้ยงโต๊ะจีน การขายพ่วงกับเมล็ดพันธุ์ การจัดแปลงสาธิตในพื้นที่เพาะปลูก การจัดอบรมเกษตรกร การทำยอดสะสมการใช้สารเคมีเพื่อแลกของรางวัลต่างๆ การโฆษณาผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งวิทยุ นิตยสารทางการเกษตร แผ่นพับ ใบปลิว

ในขณะที่สินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ และสุรา ล้วนแล้วแต่มีมาตรการเกี่ยวกับฉลาก และการควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวด แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการใดๆสำหรับดำเนินการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

หลายครั้งที่ผู้เขียนเดินทางไปดูแปลงปลูกพืชผัก ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือ ได้ความรู้ว่า เกษตรกรผู้ปลูกมักจะไม่กินผักที่ตัวเองปลูกส่งขายตามท้องตลาด ด้วยเหตุผลเดียวกันทั่วประเทศคือ ใส่ยาฆ่าแมลงกันมั่ก ๆ ส่วนผักที่เกษตรกรกินเองก็ปลูกกันเล็ก ๆ ใช้สารเคมีเพียงเล็กน้อย

รัฐบาลที่ผ่านมา ฝันหวานเสมอว่า ไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าทางเกษตรเป็นสำคัญ เป็นครัวของโลกมั่ง เป็นอาหารเลี้ยงโลกมั่ง แต่ไม่เคยเตรียมการใด ๆ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายเลย พืชผักที่ปลูกกันทั้งประเทศ นอกจากจะมีปัญหาการส่งออกแล้ว ยังเป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยถ้วนหน้า

และสุดท้ายผู้ได้ประโยชน์สูงสุดก็เห็นจะไม่พ้น บรรดาบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตสารเคมี

ที่มา: มติชน 16-01-54

 

ความคิดเห็น  

 
0 #5 กสิณา 2011-06-03 15:49 มีใครทราบมั้ยคะ ว่า กลุ่มแม่บ้าน/เกษตรกรในรัศมีไ ม่เกิน 2 ชั่วโมงการเดินท างที่ปลูกผักปลอ ดสารพิษถึงออกาน ิคมีเท่าไร ปัญหาการตลาดเป็ นอย่างไร มีใครทำ mapping เรื่องนี้หรือยั งคะ ถ้าตลาดในกรุงเท พสัก 30-50% มีแผงขายผักปลอด สารพิษในราคายุต ิธรรมได้ จะเป็นการปลุกกร ะแสที่ยังเป็นอุ ดมคติให้จับต้อง ได้ ท่านผู้ว่ากทม. คิดอย่างไร จับมือกับเจ้าขอ งตลาดทั่วกรุงเท พได้ไหม ทำเรื่อง demand ค่ะ แต่เข็นยากจัง รู้สึกว่าต้องแก ้เรื่อง supply ก่อน อ้างอิง
 
 
0 #4 เป็ด สุโขทัย 2011-06-03 02:41 ตอนนี้ผมสนับสนุ นให้เกษตรกรปลูก พริกแบบออแกนิกอ ยู่ ต้องทำให้ปลอดสา รเคมี99.99เปอร์เซนต์ ให้ได้ ปุ๋ยก็มาจากธรรม ชาติ มูลสัตว์มีเยอะแ ยะ สารสกัดในประเทศ ราคาถูกกว่าสารเ คมีเยอะ ปลอดภัยสำหรับเก ษตรกรและผู้บริโ ภค ตัดปัญหาเรื่องส ่งออกไป แต่อย่างว่านั่น แหละ เงินมันง้างอะไร ได้หมด คนบางกลุ่มได้ผล ประโยชน์แต่ผู้ท ี่บอบช้ำมากที่ส ุดก็คือประเทศชา ติ ยกตัวอย่างเอาแค ่สลากติดข้างขวด สารเคมียังไม่บอ กเลยว่าต้องใช้ก ับน้ำที่จะฉีดพ่ นมีค่าphเท่าไร ชาวบ้านไม่รู้เอ าน้ำด่างไปฉีดกั บยาที่เป็นกรดมั นก็กลายเป็นเกลื อเอาไปฉีด ก็ไม่ได้ผล อ้างอิง
 
 
0 #3 nina 2011-01-26 01:11 ชั่งไข่ไงจ๊ะ อ้างอิง
 
 
0 #2 nii 2011-01-26 01:10 ชั่งไข่ไง อิอิ อ้างอิง
 
 
-2 #1 พัด 2011-01-25 16:17 รัฐบาลที่ผ่านมา ฝันหวานเสมอว่า ไทยจะเป็นประเทศ ผู้ส่งออกสินค้า ทางเกษตรเป็นสำค ัญ เป็นครัวของโลกม ั่ง เป็นอาหารเลี้ยง โลกมั่ง แต่ไม่เคยเตรียม การใด ๆ ที่จะนำไปสู่เป้ าหมายเลย พืชผักที่ปลูกกั นทั้งประเทศ นอกจากจะมีปัญหา การส่งออกแล้ว ยังเป็นปัญหาสุข ภาพของคนไทยโดยถ ้วนหน้า


คนเขียน…ก็สักแต่ เขียน.. แต่ถ้าไม่มีการป ล้นอำนาจไปจากรั ฐบาลก่อน เขาคงทำได้แน่นอ น เรื่องใหญ่ๆเขาท ำมาแล้ว เรื่องนี้ขี้ปติ ๋ว จงอย่าสักแต่เขี ยนฝากไปยังคนเขี ยนบทความนี้ด้วย ไม่ใช่อะไรโยนขี ้ให้รัฐบาลก่อนย ันเต.. xxxเป็นรัฐบาลชุ ดนี้xxxทำไรมั่ง
อ้างอิง
 

เพิ่มความคิดเห็น

กรุณาใช้คำพูดสุภาพนะจ๊ะ

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป



Powered by Core Design
ความคิดเห็นต่างๆ
เรามี 108 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
link_head
why_food4change
จดหมายข่าวคนกินช้า
เราจะจัดส่งจดหมายข่าวให้แก่สมาชิก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสรุปรวมข่าวสารต่างๆ ที่สำคัญๆ ไม่ให้ท่านตกข่าวความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างวิถีแห่งการกินเปลี่ยนโลก


กรุณาใส่ครั้งละ 1 อีเมลเท่านั้นนะจ๊ะ