| "สโลว์ฟู้ด" กินช้าๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก |
|
|
|
| เขียนโดย ชมพูนุท นำภา | |||
| วันพุธที่ ๐๘ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๘:%M น. | |||
นอกจากกินอิ่ม กินอร่อยแล้ว รู้หรือไม่ว่าการกินยังมีความหมายอื่นอีก...ความหมายนั้นยิ่งใหญ่ถึงขั้น เปลี่ยนโลก!! วันนี้ มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ชุมชนคนรักป่า และ สถาบันต้นกล้า ผนึกกำลังเป็น "เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก" ขึ้นมา โดยตั้งความหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการกินในสังคมอันเร่งรีบในปัจจุบันให้ช้าลง หรือเป็น สโลว์ฟู้ด นั่นเอง ใน นามของ สโลว์ฟู้ด ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น "อาหารช้า" ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับอาหาร "ฟาสต์ฟู้ด" ที่เรียกประชดประชันว่า "แดกด่วน" อาหาร "สโลว์ฟู้ด" ต้องไม่ใช่อาหารที่พร้อมจะเข้าไมโครเวฟด้วย แต่ต้องเป็นอาหารที่ใช้ความละเมียดละไมในการทำ วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารต้องมีคุณค่า จนกระทั่งการปรุงก็ต้องให้สารอาหารทางด้านโภชนาการ แต่ถ้าจะว่ากันแบบเข้าใจง่ายๆ หลักใหญ่ใจความคือ ความรื่นรมย์ในการรับประทานนั่นเอง สำหรับ "เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก" นั้น คล้ายกับเป็นลำน้ำย่อยที่แตกแขนงมาจาก สมาคมสโลว์ฟู้ด ซึ่งมีต้นธารอยู่ที่ เมืองตูลิน ประเทศอิตาลี ประเทศซึ่งได้ชื่อว่ามีสุนทรียศาสตร์ทั้งในเรื่องศิลปะและอาหาร แต่ เพราะอิตาลีถูกอาหารฟาสต์ฟู้ดรุกคืบ จึงทำให้นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนชื่อ คาร์โล เปตรินี ชักชวนเพื่อนฝูงที่มีแนวคิดเหมือนกัน รวมตัวกันเป็นสมาคมสโลว์ฟู้ด โดยใช้สัญลักษณ์ หอยทาก เป็นเครื่องหมายการค้า เพราะ "หากทาก" เปรียบเป็นตัวแทนของความไม่เร่งรีบนั่นเอง ปัจจุบัน สมาคมสโลว์ฟู้ด มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ 80,000 คน ส่วน เครือข่ายกินเปลี่ยนโลกในประเทศไทย ก็มุ่งเน้นความสำคัญด้านการกินเช่นเดียวกัน โดยหวังที่จะสร้าง วัฒนธรรมอาหารช้า กลับมาสู่สังคมไทย เป็นการกินแบบดั้งเดิมที่ใกล้ ชิดธรรมชาติ กินแบบรู้ที่มาที่ไปของอาหารที่กิน และเป็นการกินอย่างไม่ผลาญทรัพยากรเพื่อสนองความต้องการอย่างที่เป็นอยู่ ไม่เอาเปรียบแรงงาน ไม่กินอาหารผูกขาดของบรรษัท และ ไม่ทำลายวิถีการผลิตของชุมชน
" กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา" รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หนึ่งในแกนหลักผู้จัดตั้งเครือข่ายกินเปลี่ยนโลกในไทย ส่งเสียงอุทธรณ์ต่อสังคมที่เอาแต่นิยมการบริโภคแบบฟาสต์ฟู้ด ว่าทุกวันนี้คนเราไม่ยอมเสียเวลากับเรื่องกิน ซึ่งทำให้คนเราไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง เมื่อเทียบกับเวลาที่จะซื้อโน้ตบุ๊กสักตัว หรือรถยนต์สักคันยังใช้เวลาตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกใช้เวลานานมาก แต่พอเป็นเรื่องอาหารที่ต้องกินเข้าปากทุกวัน กลับไม่เคยตรวจสอบเลย " เราถูกทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเลือก แต่จริงๆ แล้วเรามีทางเลือก ถ้าเราเรียนรู้เพิ่มอีกนิดเสียเวลาขึ้นอีกหน่อย ซึ่งมีหลัก 2 ข้อ คือกินอย่างมีความรู้ และกินอย่างเป็นธรรม" กิ่งกรว่า "กินอย่างมี ความรู้" ที่เธอว่าก็คือ กินของดี กินของสด ไม่ใช่ของแช่แข็งซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ตรวจสอบไม่ได้ ที่สำคัญต้องไม่มีการใส่สารเคมีมากจนเกินกำลังร่างกายจะรับไหว ส่วน "กินอย่างเป็นธรรม" คือการกินที่จะสนับสนุนรายเล็กรายน้อยโดยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมกันทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค " ผู้ผลิตที่เป็นชาวบ้านเราก็ส่งเสริมให้ลดการใช้สารเคมี ค่อยๆ ลด ละ เลิก เพราะเอาเข้าจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากยาเสพติดซึ่งเขาเคยชินว่าถ้าไม่ฉีดยาผลผลิตก็ไม่ดี เราบอกว่าเกษตรยั่งยืนดีกว่า คือยั่งยืนทั้งชีวิตเรา และต้นทุนก็ไม่สูง แต่ว่าชาวบ้านถามว่าจะขายที่ไหนล่ะ เราจึงต้องมาคุยกับผู้บริโภคในเมืองที่เคยชินแต่การกินผักไม่มีรู สวย เป๊ะ ถ้าผู้บริโภคยังรักที่จะกินอย่างนี้ต่อไปก็คงตายกันหมด" กิ่งกรอธิบาย ประเด็น ที่เธอกล่าวนั้นคล้ายเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่งซึ่งมีอยู่ ว่ารถขนผักทำผักตกกลางทางก่อนจะไปส่งถึงตลาด คนขับบอกให้เพื่อนรีบเก็บผักขึ้นรถโดยเร็ว เพราะกลัวว่าหมูชาวบ้านจะมากินแล้วตาย!!! และอีกหนึ่งเรื่องจริงของ สังคม ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่าเห็นชาวสวนกำลังเก็บถั่วฝักยาวฝัก อวบอิ่มสีสันเขียวสดสวยงาม จึงเข้าไปขอซื้อ ชาวสวนรีบร้องบอกว่ายังกินไม่ได้เพิ่งจะฉีดยาฆ่าแมลง แต่มือของชาวสวนผู้นั้นยังคงเก็บถั่วฝักยาวที่ว่านั้นใส่กระบุงเพื่อเอาไป ขายในตลาด
|
แต่ก่อนเป้นสำใส ่เป้นแผลและมีอา กรของโรคกระ...">
แต่ก่อนเป้นสำใส ่เป้นแผลและมีอา กรของโรคกระ...
์">
ขอบคุณ
์
ความคิดเห็น
แบ่งปันด้วยความ เคารพค่ะ
แต่ผ่านไปก็หายเ หนื่อยแล้ว
RSS feed for comments to this post.