มารับประทานธัญพืชเพื่อสุขภาพกันเถอะ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย food4change   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๓:%M น.
ในปีพ.ศ. 2548 จำนวนผลิตภัณฑ์อาหารธัญพืช ?โฮลเกรน? (Whole grain) ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว เมื่อแนวทางการบริโภคของอเมริกา (American Dietary Guidelines) ฉบับ ใหม่ออกมา ซึ่งมีการแนะนำให้บริโภคอาหารประเภทโฮลเกรนอย่างน้อย 3 หน่วยบริโภคต่อวัน ตั้งแต่นั้นมา ยอดขายของอาหารโฮลเกรนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร เช้าธัญพืช (cereals) และอาหารประเภทขนมปังหรือเบเก อรี่ ใน 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2551 สหรัฐอเมริกามีผลิตภัณฑ์อาหารออกใหม่ที่ทำมาจากโฮลเกรน 492 ชนิดวางจำหน่าย

แม้ว่าประเทศแถบเอเชียจะไม่มีข้อ แนะนำการบริโภคอาหารที่มีโฮลเกรน (Whole grain) แต่ดูเหมือนว่าอาหารประเภทนี้ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกันในนานาประเทศ

หากถามผู้บริโภคส่วนใหญ่ว่าโฮลเกรน (Whole grain) มีประโยชน์ต่อเขาหรือไม่ คำตอบส่วนมากคือ ?เห็นด้วย? แต่จริงๆแล้ว คำว่า ?โฮลเกรน? คือ อะไรกันแน่ และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนที่มีอยู่ตามท้องตลาดเหมือนกันหรือไม่ อะไรคือข้อกำหนดที่สามารถนำมากล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโฮลล์เกรนและ เส้นใยอาหาร (Fiber)


โฮลเกรน หมายถึงอะไร?

โฮลเกรน รวมถึง ทุกส่วนของเมล็ดธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมถึงเยื่อหุ้มเมล็ดหรือรําข้าว (Bran) ที่อุดมไปด้วยสารอาหารเช่นโปรตีน, ใยอาหาร, วิตามิน, เกลือแร่ และไพโทเคมิเคิล (Phytochemicals - ส่วนประกอบทางเคมีตามธรรมชาติจากต้นไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย) เนื้อเมล็ด (Endosperm) ซึ่งเป็นชั้นผิวหลักของธัญพืช เป็นที่เก็บสะสมคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีน ส่วนจมูกข้าว (Germ) มีคาร์โบไฮเดรต, วิตามิน, เกลือแร่ และไพโทเคมิเคิล


ธัญพืช เต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี แต่ธัญพืชบางชนิดที่ผ่านการขัดสีทำให้สูญเสียส่วนของรำข้าวและเนื้อเมล็ด ซึ่งหมายถึงการสูญเสียเส้นใยอาหาร, วิตามิน และแร่ธาตุไป ในอาหารบางชนิดมีการสูญเสียสารอาหารเช่น วิตามินและแร่ธาตุไปจากการขัดสี จะได้รับการเติมกลับเข้าไป เช่น ในบางครั้งมีการเติมรำข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณเส้นใยอาหาร



ชนิดของโฮลเกรน

ข้าวสาลีเต็มเมล็ด ข้าวป่า

เมล็ดข้าวโพด บัควีท (เมล็ดพืชตระกูล broadleaf)

ข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ด ทริทิเคลี (ธัญพืชลูกผสมระหว่างข้าวสาลีกับ ข้าวไรย์)

ป๊อปคอร์น บัลเกอร์ (เนื้อในเมล็ดของข้าวสาลี)

ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย

ข้าวไรย์ ข้าวคีนัว

ข้าวบาร์เลย์ข้าวฟ่าง


Source: 2005 Dietary Guidelines for Americans


โฮลเกรนทุกชนิดมีเส้นใยอาหารในระดับสูงหรือไม่?

ผู้ คนส่วนใหญ่คิดว่าผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต้องมีเส้นใยอาหารสูงซึ่งไม่จริงเสมอไป เส้นใยอาหารที่เป็นส่วนประกอบของโฮลเกรนมีระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด โฮลเกรนบางชนิดมีเส้นใยอาหารมาก เช่น ข้าวสาลีเต็มเมล็ด ขณะที่ข้าวซ้อมมือมีเส้นใยอาหารต่ำที่สุดตารางที่ 1

ชนิดของโฮลเกรนระดับไฟเบอร์ต่อ 100 กรัม

ข้าวสาลี (Wholegrain wheat) 12.2

ข้าวโอ๊ต (Whole oats) 10.3

แป้งข้าวโพด (Wholegrain cornmeal) 7.3

ข้าวซ้อมมือ (Brown rice) 1.8



ผลิต ภัณฑ์โฮลเกรนยังเป็นแหล่งเส้นใยอาหารที่สำคัญอีกด้วย วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะยืนยันว่าอาหารชนิดนั้นให้คุณประโยชน์ของโฮลเกรนและ เส้นใยอาหารคือการตรวจสอบจากข้อมูลโภชนาการด้านข้างบรรจุภัณฑ์ โดยให้เลือกอาหารที่ระบุว่าโฮลเกรนเป็นส่วนผสมแรกและมีเส้นใยอาหารอยู่อย่าง น้อย 2-3 กรัมต่อหน่วยการบริโภค

โฮลเกรน และเส้นใยอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?

ประโยชน์ของอาหารโฮลเกรนมีให้เห็นหลากหลายดังนี้



การควบคุมน้ำหนัก

โฮลเกรนสามารถควบคุมน้ำหนักของร่างกายเนื่องจากเราจำเป็นต้องเคี้ยวมากกว่า ปกติ และมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำ ซึ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มนานกว่า ธัญพืชที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ข้าวบาร์เล่ ข้าวโอ๊ต และ ไซเลียม (psyllium-ต้นเทียนเกล็ดหอย) ใช้เวลานานในการย่อยช้า ด้วยเหตุนี้จึงช่วยลดความต้องการอาหารระหว่างมื้อได้

จากการศึกษาที่ได้ดำเนินมากว่า 8 ปี แสดงให้เห็นว่าบริโภคโฮลเกรนมากแค่ไหนก็ไม่ทําให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา



โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด

การ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายๆ ครั้งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคโฮลเกรนนั้นมีความเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยว กับหลอดเลือดหัวใจลดลง การ ศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียสเตท (Pennsylvannia State University) ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งทำการศึกษาโฮลเกรนและโรคเกี่ยวกับหัวใจ ได้เปรียบเทียบผลการบริโภคโฮลเกรนกับแป้งขัดขาวเพื่อการลดน้ำหนัก โดยศึกษาจากชายหญิง 50 คนที่มีปัญหาความอ้วนซึ่งเกิดจากโรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) (ซึ่ง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นด้วย) ผู้เข้าร่วมการศึกษาทุกคนลดน้ำหนักลงได้โดยไม่ได้แยกประเภทของข้าวที่บริโภค แต่ผู้ซึ่งบริโภคโฮลเกรนได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า จากการศึกษาพบว่าระดับไขมันหน้าท้องและระดับ CRP (C-reactive protein) ของกลุ่มที่บริโภคโฮลเกรนต่ำกว่ากลุ่มที่บริโภคแป้งขัดขาว CRP คือโปรตีนในเลือดซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมีอาการหลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง ทั้งระดับไขมันหน้าท้องและ CRP เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจวายและอาหารหลอดเลือดอุดตัน

ส่วนประกอบที่หลากหลายของธัญพืชรวมๆ กันมีผลในการป้องกันมากกว่าส่วนประกอบชนิดใด ชนิดหนึ่ง จากการศึกษาซึ่งทด สอบผลที่ได้รับจากโฮลเกรน เมื่อเทียบกับการบริโภคธัญพืชหลายชนิดรวมกัน (โฮลเกรนร่วมกับรำข้าวและจมูกข้าว) สรุปว่าการบริโภคโฮลเกรนลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Heart Disease ? CHD) และเพราะส่วนประกอบรำข้าวที่มีเส้นใยอาหารสูงอาจเป็นปัจจัยหลักในการให้ผลป้องกันโรคหัวใจ

ดังนั้นการบริโภคโฮลเกรนมีความสัมพันธ์ต่อการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ซึ่งองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) อนุญาต ให้ใช้อ้างสรรพคุณโดยยึดตามหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับกันว่าคุณค่าทางอาหารซึ่งลดความเสี่ยงไม่ใช้แค่จากส่วนประ กอบของธัญพืชชนิดเดียวเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คำกล่าวอ้างนี้ต้องประกอบด้วยโฮลเกรน 51% และมีเส้นใยอาหารอย่างน้อย 2.3 กรัมต่อ 50 กรัม (เส้นใยอาหาร 4.6 กรัมต่อ 100 กรัม) และมีไขมันต่ำ ในอินโดนีเซียอนุญาตให้ใช้คำกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพที่คล้ายๆ กันนี้



โฮลเกรน, เส้นใยอาหารและน้ำตาลในเลือด

ได้ มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงเมื่อมีการบริโภคโฮลเกรนเพิ่มขึ้น การบริโภคเส้นใยอาหารจากธัญพืชมีค่าผกผันกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จากการศึกษาระยะยาวจากผู้หญิงเกือบ 90,000 คน นักวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคเส้นใยอาหารจากธัญพืชลดความเสี่ยงจากการเป็นโรค เบาหวานชนิดที่ 2 ถึง 30% เมื่อเทียบกับคนที่บริโภคน้อยที่สุด



โฮลเกรน, เส้นใยอาหารและมะเร็ง

โฮ ลเกรนยังมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จากการวิเคราะห์งานศึกษาการบริโภคโฮลเกรนและมะเร็ง พบว่าโฮลเกรนมีผลในการป้องกันมะเร็งจำนวน 46 ครั้งจากงานศึกษา 51 ครั้ง โฮลเกรนอาจเป็นตัวป้องกันเพราะโฮลเกรนมีผลต่อลำไส้ใหญ่ทำให้เกิดสารต้าน อนุมูลอิสระที่ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้น้ำหนักลดลงหรือช่วยการทำงานของระบบอื่นๆ

ถึง แม้ว่ายังไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยที่พยายามค้นหาว่าส่วนประกอบใดของโฮลเกรนมี บทบาทในการดูแลสุขภาพของลำไส้ ผลจากการศึกษา 2 งานใหญ่ทางระบาดวิทยาชี้ให้เห็นว่าเส้นใยอาหารเป็นตัวหลักสำคัญในการลดความ เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานศึกษาชิ้นแรกวิจัยชาวยุโรป (ผู้ใหญ่) เกือบ 520,000 คนกล่าวว่า คนที่บริโภคเส้นใยอาหารเพิ่มขึ้น 2 เท่า ( จาก 12 กรัม เป็น 24 กรัมต่อวัน ) ลดความเสี่ยงต่อการพัฒนามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 40 % แต่งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่าความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง 27 % หากเพิ่มระดับการบริโภคเส้นใยอาหารเฉลี่ยจาก 12 กรัมต่อวันเป็น 25 กรัมต่อวัน


สรรพคุณของโฮลเกรน และกฎเกณฑ์ต่างๆ

คนจำนวนมากคิดว่าหากผลิตภัณฑ์ใดๆ ระบุคำว่า ?โฮลเกรน? ต้องหมายถึง โฮลเกรน 100% และ/หรือมีไฟเบอร์สูง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป คำว่า ?โฮลเกรน? ไม่ มีกฎควบคุมในการใช้ ในสหรัฐอเมริกา อาหารที่สามารถอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพของโฮลเกรนที่มีผลช่วยควบคุมโรคหัวใจจะ ต้องมีโฮลเกรนเป็นส่วนผสมอย่างน้อย 51% ของ น้ำหนัก แต่อย่างไรก็ตามยังคงไม่มีกฎบังคับของอาหารที่ไม่มีข้อความเกี่ยวกับสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริการะบุว่า อาหารไม่ควรมีคำกล่าวว่า ?แหล่งรวมโฮลเกรนชั้นดี? (good source of wholegrains) เพราะ ถือว่าเป็นการชักนำให้เข้าใจผิดและแนะนำว่า (ถึงแม้จะไม่ได้เป็นกฎบังคับก็ตาม) อาหารที่ผลิตมาจากส่วนประกอบของโฮลเกรนต้องระบุจำนวนเปอร์เซ็นต์ของโฮลเกรน ที่เป็นส่วนผสมหรือปริมาณของโฮลเกรนตามจริง (เช่น ?ประกอบ ด้วยโฮลเกรน 8 กรัม?, ?51% โฮลเกรน?) ในประเทศทางเอเชียส่วนใหญ่ไม่มีการใช้กฎเกณฑ์นี้


ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า ?ประกอบด้วยโฮลเกรน? หรือ ?พร้อมด้วยคุณประโยชน์ของโฮลเกรน? โดย ทั่วไปประกอบด้วยส่วนผสมของโฮลเกรนและส่วนผสมที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ที่ได้ขัด สีแล้ว ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องของจำนวนอัตราส่วนของโฮลเกรนกับแป้งที่ได้จากเมล็ด ข้าวที่ถูกขัดสี ซึ่งทำให้ยากแก่การกำหนดว่ามีโฮลเกรนเป็นจำนวนเท่าใดในผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อาจระบุว่า ?ประกอบด้วยโฮล เกรน? แต่ส่วนผสมของโฮลเกรนอาจจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยจากส่วนผสมทั้งหมด


ในเอเชีย การระบุปริมาณของโฮลเกรนในอาหารยังคงเป็นเรื่องยากจนกว่ากฎข้อบังคับการอ้าง สรรพคุณและคำจำกัดความของโฮลเกรนจะได้รับการพัฒนาออกมา ผลิตภัณฑ์ที่ดีจะระบุว่าโฮลเกรนเป็นส่วนผสมอันดับแรกในรายการส่วนผสม มองหาคำว่า ?ประกอบด้วยโฮลเกรน? (?whole? หรือ ?wholegrain?) ก่อนชื่อของเมล็ดพันธุ์ เช่น โฮลวีท (whole wheat) หรือ โฮลเกรนโอต (wholegrain oats)


และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากอาหารโฮลเกรน ระลึกไว้ว่าให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นแหล่งเส้นในอาหารที่ดี คืออาหารที่เส้นใยอาหารอย่างน้อย 3 กรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งอาจมีฉลากระบุคำว่า ?แหล่งรวมไฟเบอร์? ขณะที่อาหารที่มีจำนวน 2 เท่าจากนี้ถือว่ามี ?ไฟเบอร์สูง?




เอกสารอ้างอิง

1. www.health.gov/dietaryguidelines/dga2005/report

2. Jensen MK, et al (2004) Intakes of whole grains, bran, and germ and the risk of coronary heart disease in men. Am J Clin Nutr.; 80:1492-1499.

3. Bingham SA,et al (2003) Dietary fibre in food and protection against colorectal cancer in the European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition (EPIC): an observational study. Lancet 2003;361:1496-501

4. Peters U, et al (2003) Dietary fibre and colorectal adenoma in a colorectal cancer study detection programme. Lancet

5. 2003;361:1491-5

6. Slavin J (2005) Wholegrains, Dietary Fibre and Health. Newsletter for Registered Dietitians of Canada.

7. Katcher HI et la. (2008) The effects of a wholegrain-enriched diet on cardiovascular disease risk factors in men and women with metabolic syndrome. AJCN, 87(1); p79-90.
 

ความคิดเห็น  

 
0 #1 12354 2011-02-15 00:38 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 555555555555555 55555555555+ อ้างอิง
 

เพิ่มความคิดเห็น

กรุณาใช้คำพูดสุภาพนะจ๊ะ

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป



Powered by Core Design
ความคิดเห็นต่างๆ
เรามี 113 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
link_head
จดหมายข่าวคนกินช้า
เราจะจัดส่งจดหมายข่าวให้แก่สมาชิก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสรุปรวมข่าวสารต่างๆ ที่สำคัญๆ ไม่ให้ท่านตกข่าวความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างวิถีแห่งการกินเปลี่ยนโลก


กรุณาใส่ครั้งละ 1 อีเมลเท่านั้นนะจ๊ะ