บทกวีเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการกินของ "กฤช เหลือลมัย": ในวงสำรับใหญ่ฯ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย มติชนออนไลน์   
วันอังคารที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๘:%M น.
ภาพกฤช เหลือลมัย อ่านกวี

จงเราเอาเลือดเติมเลือด ให้ระอุคุเดือดยิ่งกว่าครั้งไหนไหน แล่เนื้อเติมเนื้อให้แกร่งกร้าว ให้รู้ว่าพวกเราจะไม่ยอมอีกต่อไป !

บทกวีในรูปแบบกลอนหัวเดียว "ในสำรับใหญ่ฯ" เป็นปัจฉิมกวีนิพนธ์ที่ "กฤช เหลือลมัย" กวีและนักเขียนสารคดีเรื่องอาหารชื่อดัง ได้อ่านในวันสุดท้ายของการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ "ปาก-ท้อง และของกิน: จริยธรรมและการเมืองเรื่องอาหารการกิน" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร


เว็บไซต์ประชาไทได้นำบทกวีชิ้นนี้มาเผยแพร่ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2553 มติชนออนไลน์เห็นว่าเป็นกวีนิพนธ์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้


ในวงสำรับใหญ่ฯ


สาลีเปลือกปล้อน (๑)


ทวดเล่าถึงข้าว "สาลีเปลือกปล้อน"            ท่านว่า "..เมล็ดอ่อนมันเท่ามะละกอลูกใหญ่
ครั้นสุกก็บินมาถึง บ้าน                             ไม่ต้องไปไถหว่านในแปลงนาที่ไหน
ทั้ง ถูกลิ้นกินอร่อยกินดี                             กินเปล่าๆ ไม่ต้องมีกับข้าวก็ได้
วันหนึ่งคนคุ้มร้ายคุ้ม ดี                             เอาไม้มาตีจนแตกกระจายไป
นับแต่นั้นเป็น ต้นมา                                เราก็ต้องทำนาตกกล้าหว่านไถ
ดินดำ น้ำท่าฟ้าฝน                                 ก็อัตคัดขัดสน เกิดทุพภิกขภัย..”
ข้าฯ ควรจะเชื่อเรื่องนี้                             หมั่นทำความดี พร้อมๆ กับทำใจ ?
หรือทุกเรื่องที่เป็นตำนาน,                        ทั้งชาดก นิทาน ฯลฯ ข้าฯ ควรจะสงสัย
เรื่องเก่านมนานหลายปี (ซ้ำ)                     ใครเล่าเรื่องพวกนี้ ? เขาต้องการอะไร ?


เสนไก่ (๒)


ข้าฯ นั่งติดริมข้างฝา                              เห็นท่านปีนหน้าต่างมาจาก หัวบันได
แม่เชื่อว่าท่านนำข่าวสาร                         จากเมืองบนสู่บ้านเฮือนชานเราผู้ไท
แต่การที่จะให้ท่าน เล่า                            ทุกๆ ปีหมู่เฮาต้องเสนหมูเสนไก่
ต้องทำ จุ๊บผัก ลาบเต๊า                            หน่อปิ้งหน่อเผา ลาบมะเขือ จุ๊บไก่
ยังมีแจ่วมะเอือดด้าน                              นี่ถ้าเราไม่บนบาน, ท่านจะยอมเล่าไหม ?
พิธีกรรมมันช่าง ศักดิ์สิทธิ์                         จนบางครั้งดวงจิตข้าฯ ก็เคลิ้มหวั่นไหว
แต่เมื่อข้าฯ นึกถึงไอ้โต้ง (ซ้ำ)                   ก็มันเป็นไก่กระทง ตัวยังไม่ใหญ่
กระดูก, เนื้อ, เส้นเอ็นอ่อน                       เมื่อต้มในน้ำร้อน ย่อมหงิกงอเกินไป
แค่ท่านดูอุ้งตีนของมัน                            แล้วแปลงเป็นข่าวสำคัญ..ข้าฯ ยังสงสัย
ก็ข้าฯ น่ะต้มกินมาเสียนัก                         เรื่องตีนงอตีนหัก ข้าฯ คุ้นเคยกว่าใคร
ถ้าเรื่องมันเพียงเท่านี้                             ข้าฯ ว่าข้าฯ รู้ดีกว่าท่านเป็นไหนๆ


เวียงหนองล่ม (๓)


เวิ้งน้ำนั้นหรือ..เวียงหนองล่ม ?                   เมืองทั้งเมืองยุบจมเป็นทะเลสาบใหญ่
คนตายไปนับหมื่น แสน                            เพื่อสังเวยความแค้นของพญาปลาไหล
ชาวดิน ต้องกินข้าวปลา                           จะใช่ชาวฟ้าอิ่มทิพย์ก็หาไม่
พวก เขาอิ่มหนำสำราญ                            หลังอดอยากมานาน มันผิดตรงไหน ?
ก็ ถ้าหากนี่คือ "การล่า" (ซ้ำ)                      ก็แค่เรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป
หรือว่า..หรือว่ามันเป็นเรื่อง "อำนาจ"             ที่พวกท่านผูกขาดชนชั้นท่านไว้ ?


ศิวะเทพ (๔)


ข้าฯ ตั้งบายศรีสราธรรม                           สร้างเวทีปะรำหน้าปราสาทองค์ใหญ่
ข้าวปลาล้วนโอชา รส                              มีสุรา เนื้อสดเป็นสำรับเซ่นไหว้
ทรงพอ พระทัยไหม ? องค์เทพ..                  ที่ท่านส้องเสพ คือมังสาหารเครื่องใหญ่
โอสถมวน, สุราบาน ฯลฯ                         ต้องอาศัยแรงงานมากมายเพียงไหน
เฮอะ..ถ้าข้าวที่ข้าฯ ปลูกทั้งปี                     ได้แค่ครึ่งหนึ่งนี้ ข้าฯ ก็คงจะดีใจ
ยัง สุราที่ข้าฯ ต้มกลั่นเอง                          ท่านไยต้องข่มเหงมาริบเอาไป ?
แค่หมาใจดำ, ดาวลอย..ฯลฯ                     มันความสุขเล็กน้อยของพวกเราชาวไพร่
จะให้ข้าฯ เชื่อว่าเทวรูปหิน                        ยังต้องอยู่ต้องกินเหมือนคนหรือ อย่างไร ?
ท่านอิ่มทิพย์อยู่บนฟ้า (ซ้ำ)                      ยังอยากได้ถั่วงาของลูกข้าฯ อีกทำไม ?


เจืองฟ้าธรรมิกราช (๕)


ท่านเจืองฟ้าธรรมิกราชฯ                         ข้าฯ ผู้เขลาขลาดขอเข้าร่วมสงครามใหญ่
ปลดปล่อยเมืองดินเมือง ฟ้า                      ให้ทุกเม็ดข้าวกล้าตกถึงคนทั่วไป
มา..มากินลาบ ก้อยร่วมเขียง                     ร่วมม้วนคำเมี่ยงเคียงบ่าเคียงไหล่
จง เราเอาเลือดเติมเลือด                         ให้ระอุคุเดือดยิ่งกว่าครั้งไหนไหน
แล่เนื้อเติมเนื้อให้แกร่ง กร้าว                      ให้รู้ว่าพวกเราจะไม่ยอมอีกต่อไป !
โคควาย วายชีพให้เรา                            มีเรี่ยวแรงรบเจ้าและแถนหลวงทั้งหลาย
เราจะคืนทุ่งหญ้าผลาหาร,                       น้ำทุกโตรกธาร, ไม้ป่าทุกใบ,
เนินเกลือ, สายแร่เหล่านั้น                       ให้ทุกคนแบ่งปันเท่าๆ กันตลอดไป


สมมุติสงฆ์ (๖)


โบราณว่า "..เห็นขนมอยากบวช                พอเห็นนมสวดก็อยากสึกออกไป"
อยากฉันสำรับหวานคาว                         แต่ครั้นเจอโยมสาวๆ มันชักอดไม่ไหว
เห็นมัสมั่นพะแนงแกง บวด                       จันอับน้ำตาลกรวดทั้งขนมใส่ไส้
เผือกกวนบัว ลอยไข่หวาน                       มันเชื่อมลูกตาลเขียวหวานปลากราย
ยำ แตงกุ้งแห้งทรงเครื่อง                        แกงพริกแกงเหลืองน้ำยาปักษ์ใต้
ซาวน้ำแกงเลียงเมี่ยง ก๋วยเตี๋ยว                  ′ตัวเดียวอันเดียว′ – ข้าวเหนียวหน้าไก่
โอ วห่วย ตีนเป็ดผัดขิง                           หอยอบคุณหญิง – ไข่เจียวคุณชาย ฯลฯ
หรือสำรับทั้งปวงเหล่านี้                         เปรียบกับอิสตรีก็แทบไม่มีความหมาย
ท่านคิดว่าโลก ฆราวาส                          มันร่ำรวยเหลือขนาดกันนักหรืออย่างไร ?
ท่าน เคยฉันไหม ? แกงโฮะ..                   กับข้าวเหลือโละ เอามาผัดรวมกันใหม่
บ้างเยิ้มเหนียวจนเป็นยาง                       ต้องตะไคร้ซอยบางๆ จึงพอดับกลิ่นได้
บ้างผุดขึ้นฟองเน่า บูด                           ต้องซอยใบมะกรูดแยะๆ ใส่ลงไป
แล้วคิดว่า มันอร่อย                               หลอกตัวเองบ่อยๆ มันก็พอทำใจ
ญาติ โยมกินกันอย่างนี้                           เพราะว่าของดีๆ ต้องประเคนท่านไป
ถ้านักบวชคือผู้ขอ,                               แล้วความเพียงพอของท่านอยู่ตรงไหน ?
ท่านมองเห็นคนไร้ บ้าน                           ไม่มีอาหารจะกินบ้างหรือไม่ ?
ข้าฯ น่ะ เห็นถังสังฆทาน                          กลายเป็นขยะเต็มลานทุกวันพระใหญ่
เห็น บาตรท่านเต็มจนล้น                          แต่จานข้าวคนจนไม่มีข้าวจะยาไส้
มันเป็นอย่างนี้มานาน (ซ้ำ)                      แล้วสงฆ์อย่างท่านจะทำทานบ้างได้ไหม ?


Anthrops (7)


ข้างบนนั้นสบายดี ? ท่านเลวี สเตราส์..         ที่ท่านเคยบอกกล่าว เรายังจำได้
"อาหารควบคุมด้วยความคิด                     ไม่ได้ถูกกั้นปิดด้วยวัตถุเสมอไป"
ท่านว่าเมื่อเรากินอาหาร ค่ำ                       เราทำพิธีกรรมล้างบาปโดยนัย
มันคือการกิน เนื้อมนุษย์                          ชำระจิตให้บริสุทธิ์และบูชาด้วยไฟ
แล้ว เธอใช่ไหม ? มิลตัน                         ที่บอกว่าเราเพิ่งกินเนื้อกันเมื่อไม่นานเท่าไร
เธอรู้ว่าในยุคไพลสโต ซีน                      พวกออสตราโลพิเทซีนส์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ข้อมูล ที่เธอบอกเรานั้น                           มันช่างน่าอัศจรรย์เสียนี่กระไร..
มอร์แมน..คุณคงกินมาหลาย มื้อ                 คุณว่าปลาย่างไทลื้อรสชาติพอไหวไหม ?
อาจารย์ปริต ตาที่เคารพ                          หวังอาจารย์จะพบความอร่อยจนได้...
และ..อาจารย์ อานันท์ครับ                       ปลาเค็มโตนเลซ๊าบมันจะวิเศษไปได้ยังไง ?
ก็ มันเจอทั้งหมูสับ, ไข่สด                       ซ้ำยังนอกบริบทมาจนถึงเชียงใหม่ !
อาจารย์ว่า "อร่อยแน่คุณเอ๊ย"                   มันสักกี่คนเอ่ยจะมีกินอย่างนี้ได้ ?
......................................


พวกเราทั้งหลาย (๘)


ข้าฯ ยืนอยู่ ณ ที่ซึ่ง "อาหาร"                   ไหลเวียนวนผ่านเป็นวาทกรรม ความหมาย
วิถีบริโภค พรมแดน ฯลฯ                        ที่นี่ช่างอัดแน่นไปด้วยคำอธิบาย
ลองมองไป ข้างนอกให้ทั่ว                      มีปลาเค็มอีกหลายตัว เน่าจนหนอนไช
ยุ้ง ข้าวยังเต็มไปด้วยมอด                       น้ำมีสารปรอทปนเปื้อนมากมาย
ข้าฯ เห็นปากลิ้นที่ชาด้าน                       ไม่รู้รสอาหารอันแสนจะเลวร้าย
มัน ยังคงมีความต่าง (ซ้ำ)                       บางสิ่งบางอย่าง อยู่ในเราทั้งหลาย
หรือความต่างระหว่างพวกเรา                    อยู่ในสิ่งที่พวกเราต่างกินเข้าไป ???

 

ที่มา :  มติชนออนไลน์  29 มีนาคม พ.ศ. 2553

 

ความคิดเห็น  

 
0 #1 tookkii 2010-03-30 14:25 you are what you eat.

ละเน๊าะ
อ้างอิง
 

เพิ่มความคิดเห็น

กรุณาใช้คำพูดสุภาพนะจ๊ะ

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป



Powered by Core Design
ความคิดเห็นต่างๆ
เรามี 94 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
link_head
why_food4change
จดหมายข่าวคนกินช้า
เราจะจัดส่งจดหมายข่าวให้แก่สมาชิก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสรุปรวมข่าวสารต่างๆ ที่สำคัญๆ ไม่ให้ท่านตกข่าวความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างวิถีแห่งการกินเปลี่ยนโลก


กรุณาใส่ครั้งละ 1 อีเมลเท่านั้นนะจ๊ะ