| ตุ้มปลายอน วิถีประมงน้ำมูน |
|
|
|
| เขียนโดย นุเทพ สารภิรมย์ |
| วันพฤหัสบดีที่ ๐๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M น. |
"แม่น้ำมูน" เป็นลำน้ำสายหลักไหลผ่านหลายจังหวัดอีสานใต้ ตั้งแต่จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ก่อนไหลลงแม่น้ำโขงที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีความยาวทั้งสิ้น 726 กิโลเมตร ชาวบ้านริมน้ำมูนใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและประมงมาช้านาน แต่เมื่อการก่อสร้างเขื่อนปากมูลกั้นที่ อ.โขง เจียม ปิดกั้นการไหลอย่างอิสระของสายน้ำ วิถีชีวิตชาวบ้านถูกทำลายย่อยยับ ก่อเกิดผลกระทบมหาศาล โดยเฉพาะอาชีพประมง เนื่องจากปลาในแม่น้ำโขงไม่สามารถอพยพขึ้นมาวางไข่ต้นน้ำได้เหมือนเช่นเดิม ปลาที่เคยชุกชุมเหลือน้อย บางชนิดถึงขั้นสูญพันธุ์ รวมไปถึงเครื่องมือจับปลาหลายชนิดที่หายไปพร้อมกับพันธุ์ปลา นายทองปน ชัยคำ สมาชิกอบต.บ้านค้อใต้ อ.พิบูลมัง สาหาร จ.อุบลราชธานี ย้อนให้ฟังว่า เดิมชาวบ้านทำประมงหาปลาในลำน้ำมูน สามารถจับปลาได้ตลอดทั้งปี ก่อนที่มีเขื่อนปากมูล ปลาในแม่น้ำมีจำนวนมากหลากหลายพันธุ์ แต่เมื่อพอมีเขื่อน ปลาหลายชนิดเกือบหายสาบสูญไปจากแม่น้ำมูน รวมถึง "ตุ้มปลายอน" เครื่องมือจับปลาของชาวบ้านค้อใต้ "ตุ้มปลายอน" เป็นเครื่องมือจับปลาในแม่น้ำมูนที่มีมาแต่โบราณ พบหลักฐานเป็นภาพเขียนสีปรากฏอยู่ที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม ตุ้มจับปลายอนเสมือน เป็นสัญลักษณ์ของชาวบ้านค้อใต้
ปากงาเป็นหัวใจสำคัญของตุ้ม เพราะปลายอนจะเข้าทางด้านนี้ จึงต้องสานให้แน่น ส่วนก้นตุ้มจะมีขนาดใหญ่สานโค้งเหมือนสุ่มไก่ จากนั้นจะเริ่มสานต่อเป็นรูปทรงกรวยยาวไปถึงปากตุ้ม ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร เมื่อสานก้นตุ้มและขึ้นโครงเสร็จจะนำไปแขวนบนต้นไม้ ให้ตุ้มอยู่ในรูปแนวตั้งเพื่อสะดวกในการสาน กินเวลาประมาณ 1 สัปดาห์เสร็จ ด้าน ลุงอุดม แสงป้อง ชาวประมง บ้านค้อใต้ เล่าว่า ที่ริมตลิ่งแม่น้ำมูนตรงบ้านค้อใต้เป็นช่วงที่น้ำมูนลึกที่สุด เหมาะสำหรับการจับปลายอน หรือ ปลาสังกะวาด เพราะปลาชนิดนี้ชอบว่ายอยู่ในน้ำลึก รวมกันเป็นกลุ่ม ดังนั้น จึงต้องวางตุ้มในน้ำลึก 10 เมตร ส่วนวิธีการปักหลักตุ้มจะเลือกบริเวณที่น้ำไหล จากนั้นจะนำไม้ไผ่ยาว 15 เมตร 5 ลำ ลงไปปักยึดกับพื้นให้มั่นคง เว้นพื้นที่พอให้ก้นตุ้ม เพื่อให้ปลายอนเข้าได้ ขั้นตอนต่อไปนำตุ้มที่ผูกคานติดไว้มาวางในแนวตั้ง ให้ปากตุ้มพ้นน้ำประมาณ 1 คืบ ผูกคานตุ้มติดกับหลัก และต้องดำน้ำลงไปตรวจก้นตุ้ม ดูความเรียบร้อยที่ปากงา ให้ก้นตุ้มห่างจากพื้น 1-2 เมตร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ปลาว่ายเข้าไปได้ง่าย ลุงอุดมเล่าว่า ในอดีตที่ท่าน้ำฝั่งบ้านค้อใต้จะมีชาวบ้านปักหลักตุ้มปลายอนกว่าร้อยตุ้ม แต่ละตุ้มได้ปลายอนประมาณ 50 ปี๊บ แต่เมื่อมีเขื่อนปากมูล ชาวบ้านจับปลายอนได้ 5 กิโลกรัมเท่าต่อวันเท่านั้น ทำให้ในปีพ.ศ. 2535 ชาวบ้านเลิกทำตุ้มปลายอน เพราะไม่มีปลายอนเข้าตุ้มแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากปิดเขื่อน น้ำมูนไม่ไหล ปลายอนจึงไม่สามารถอพยพขึ้นมาวางไข่ กระทั่งเมื่อปีพ.ศ.2548 รัฐบาลสั่งเปิดเขื่อนช่วงเดือนมิ.ย.-ต.ค. ชาวบ้านจึงทำตุ้มปลายอน แล้วลองนำไปวางดัก พบว่าในตุ้มมีปลายอน จากนั้นชาวบ้านบางส่วนจึงหันกลับมาทำตุ้มปลายอน แต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน ปัจจุบันเหลือเพียง 20 กว่าตุ้ม สำหรับปลายอน เป็นปลาเนื้อมีขนาดตัวยาว 4 นิ้ว หัวเล็ก ลำตัวอ้วน มีสีเงินเลื่อมขาวตั้งแต่ครีบจรดปลายหาง ชาวบ้านนิยมนำไปทำปลายอนแดดเดียว หรือนำไปทำต้มปลายอน ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันหากินได้ยากมาก ในปีหนึ่งจะหาปลายอนได้ในช่วงมิ.ย.-ส.ค.เท่านั้น หากเลยช่วงนี้ไประดับน้ำจะสูง กระแสน้ำแรง ฝนตกหนัก จึงไม่เหมาะแก่การใช้ตุ้มจับปลายอน ลุงอุดมบอกเคล็ดลับด้วยว่า วิธีการล่อปลาเข้าตุ้มต้องนำปลายข้าวต้มสุกมาใส่ไว้ในตุ้มเพื่อล่อปลายอนเข้ามากิน โดยปั้นข้าวเป็นก้อนกลมหย่อนลงไปในตุ้ม ข้าวจะลงไปอยู่ก้นตุ้ม จากนั้นใช้มือตีน้ำให้เป็นจังหวะ เพื่อเรียกปลาเข้ามากินข้าวในตุ้ม ในหนึ่งวันจะทำอย่างนี้ 3-4 ครั้ง และเมื่อปลาเข้ามาในตุ้มแล้วจะไม่สามารถว่ายออกได้ ช่วงเวลาตี 3 ทั้งลุงอุดมและเพื่อนประมงจะออกไปกู้ตุ้ม เมื่อถึงที่หมายดึงสายที่ผูกอยู่กับปากตุ้มขึ้นเพื่อปิดปากงา พร้อมทั้งปิดปากตุ้ม ปลดเชือกระหว่างตุ้มกับหลักออก ดึงตุ้มขึ้นมาให้ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แล้ววางพาดขึ้นมาไว้บนเรือ ก่อนพายเข้าฝั่ง เมื่อถึงฝั่งยกก้นตุ้มให้อยู่สูงกว่าปากตุ้ม จากนั้นเปิดปากตุ้มเทปลายอนลงในภาชนะมารองไว้ เมื่อเขี่ยปลายอนจนหมด นำตุ้มกลับไปที่หลักตามเดิมทำความสะอาดก้นตุ้ม และปากงาให้สะอาด นำกลับไปผูกไว้กับหลักเดิม นำปลาที่จับได้ไปขายในตลาด ลุงอุดมบอกว่า ผลกระทบจากเขื่อนปากมูลมีมากมาย แต่ชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามสภาพแวดล้อมแต่ปัญหาอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากร น้ำให้เกิดความเหมาะสม การเปิดหรือปิดประตู เขื่อนจึงจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ดังนั้น ต้องคำนวณการปิดเปิดเขื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีพของชาวบ้าน ทั้งที่อยู่หน้าเขื่อนและหลังเขื่อน ที่มา : ข่าวสด? 19 ก.ค. 52 |