|
ข้าวพันธุ์พื้นบ้าน อาหารชุมชน |
|
|
|
|
เขียนโดย เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2552
|
|
วันเสาร์ที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:%M น. |
'มูลมังอีสาน' พึ่งตนแบบพอเพียง
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับ แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร ดำเนินงาน ?โครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน? เพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชนในด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ฐานทรัพยากรอาหาร ของชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเอง โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่ง ?การส่งเสริมเครือข่ายอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี? เป็น อีกกิจกรรมหนึ่งของโครงการที่ได้ดำเนินงาน มาอย่างต่อเนื่อง
นางสาวชลิตา ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของโครง การฯ เปิดเผยว่า พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็น ?มูลมัง? หรือมรดกของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา ซึ่งในปัจจุบันเริ่มสูญหายไป ชาวนาไม่สามารถที่จะสืบต่อวิธีการรักษาเมล็ดพันธุ์ของชุมชนดั้งเดิมที่มีการ คัดเลือกและเก็บรักษาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงการใช้เครื่องนวดข้าวก็ทำให้คุณภาพของข้าวที่ จะเป็นต้นพันธุ์ลดลง ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย ?ชาวนาส่วนใหญ่จะใช้วิธีการซื้อพันธุ์ข้าว 2-3 ปีต่อหนึ่งครั้ง ทำให้ไม่สามารถ พึ่งพาตนเองได้ในเรื่องของปัจจัยการผลิต ซึ่งแต่เดิมชาวนาจะมีข้าวกินแต่ละครัวเรือนไม่ต่ำกว่า 3 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีคุณค่าทางอาหารที่แตกต่างกันไป แต่ด้วยวิถีของการบริโภคที่เปลี่ยนไปเป็นการปลูกและกินข้าวพันธุ์เดียวต่อ เนื่องยาวนานได้ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ มีชาวนาป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยหนึ่งก็มาจากการกินข้าวเพียงพันธุ์เดียว ประกอบกับพืชอาหารท้องถิ่นเริ่มลดจำนวนลง การซื้อหาจากข้างนอกก็ไม่ปลอดภัยเพราะเต็มไปด้วยสารเคมี และยังเป็นการเพิ่มค่าครองชีพ แต่ถ้าชาวนา สามารถเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์เอง คัดเลือกเอง ปลูกและกินข้าวของตัวเอง ก็จะทำให้ชาวนาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในวิถีการผลิต ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้?นางสาวชลิตาระบุ
  นายไพบูลย์ ภาระวงศ์ หรือ ?พ่อบูลย์? อายุ 54 ปี เกษตรกรจากบ้านหนองพรานคาน ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ ที่ปรับ เปลี่ยนแนวคิดการทำนาไปเป็นแบบพึ่งพาธรรมชาติด้วยการทำเกษตรอินทรีย์เล่าว่า ปัจจุบันปลูกข้าวพื้นบ้านของจังหวัดอุบล ราชธานีและที่อื่น ๆ รวม 10 สายพันธุ์ ได้แก่ มะลิแดง, มะลิดำ, หอมเสงี่ยม, สันป่าตอง, หอมพม่า, ข้าวเหนียวแดง, แสนสบาย, ยืนกาฬสินธุ์, ข้าวเหนียวอุบล และนาง นวล ซึ่งข้าวพื้นบ้านจะให้ผลผลิตมากกว่าข้าวพันธุ์ กข. ไม่ต้องใช้ปุ๋ยและยา เพราะทนทาน ต่อโรค และขยายพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองโดยไม่ต้องซื้อ โดยมีค่าใช้จ่ายในการทำนาต่อไร่เพียง 200 บาทเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นค่าวัตถุดิบต่าง ๆ ในการทำปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพ นายสี ทอนไสระ หรือ ?พ่อสี? อายุ 58 ปี แกนนำเกษตรกรจากบ้านหนอง พรานคาน กล่าวว่า ทุกวันนี้หันกลับมาทำการเกษตรย้อนยุคเหมือนอย่างที่ปู่ย่าตายายได้ทำมาใน อดีต ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ผลผลิตก็มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันในที่นา 6 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านถึง 20 สายพันธุ์ ซึ่งพบว่าข้าวพันธุ์พื้นบ้านหลาย ๆ สายพันธุ์มีเมล็ดข้าวขนาดใหญ่กว่า น้ำหนัก ก็มากกว่าเท่าตัว โดยส่วนหนึ่งจะปลูกข้าวไว้เพื่อกินเอง และที่เหลือจะใช้เพื่อคัดเลือก และขยายพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน
  ?ข้าวนาปีก็จะปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ต่าง ๆ เก็บเอาไว้กินเอง ส่วนนาปรังก็จะปลูกข้าวพันธุ์อายุสั้นเพื่อขาย ซึ่งข้าวที่ได้จะนำมารวมกันก่อนนำไปสีหรือเพื่อให้เกิดการคละสายพันธุ์ข้าว และคงคุณค่าทางอาหารของข้าวไว้ให้ได้มากสุด ทำให้สุขภาพ ของเราเองก็ดีขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็ลดลง ทุกวันนี้เรากินข้าวที่มีแต่แป้ง แต่ไม่ได้กินวิตามินหรือสารอาหารอื่น? ที่มีประโยชน์ของข้าวพันธุ์พื้นบ้านอย่างหอม มะลิแดง ข้าวหอมสามกอ ข้าวมันเป็ด หรือข้าวเหนียวอุบล มีน้ำตาลต่ำวิตามินสูงช่วยป้องกันโรคเบาหวานและรักษาโรคความดันได้? พ่อสีเล่าถึงข้อดีของข้าวพันธุ์ พื้นบ้านที่ปลูก ?จากการทดลองพบว่า ข้าวหอมเสงี่ยม และข้าวอีดำด่าง เป็นข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ตรงนี้มากที่สุด สามารถปลูกแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย ได้ข้าวมากและมีน้ำหนักดี ที่สำคัญยังทนต่อโรคและภัยธรรมชาติ ทุกวันนี้ข้าวพื้นบ้านที่ปลูกมีคนมาสั่งซื้อชนิดที่เรียกว่ามีเท่าไหร่เอา หมด? พ่อสีกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ที่มา : เดลินิวส์? 23 ธันวาคม 2552 |
ความคิดเห็น
RSS feed for comments to this post.