กินเปลี่ยนโลก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย วิฑูรย์   
วันอาทิตย์ที่ ๐๑ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลา ๒๑:%M น.

"วิถีการกิน" หรือ "วิถีการบริโภค" กับ "วิถีการผลิต" คือหลักสำคัญที่สร้างโลกและระบบเศรษฐกิจแบบที่เราเป็นอยู่? และแน่นอนว่า มันจะเป็นวิถีที่ทำลายระบบเศรษฐกิจนี้และทำลายโลกของเราด้วยเช่นเดียวกัน

วิถีการกินที่เราเป็นอยู่หรือที่เรียกว่า "บริโภคนิยม" เช่นนี้ เกิดขึ้นได้เพราะสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการปฏิวัติเกษตรกรรมหรือการปฏิวัติเขียว ซึ่งเป็นระบบการผลิตแบบมากๆและทำให้ราคาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยถูกลง(ในระยะเวลาสั้นๆ) เร่งรอบการผลิตให้เร็วขึ้นและกระตุ้นการบริโภคให้มากขึ้นและให้เร็วขึ้นเพื่อสร้างผลกำไรมากๆ


ระบบเช่นนี้สร้างปัญหามากมาย ที่ทุกคนในโลกและทุกคนที่นี่กำลังเผชิญหน้าอยู่ ปัญหาเหล่านั้นได้แก่

1) การผูกขาด ขณะนี้ระบบอาหารกำลังอยู่ในมือของผู้ป้อนอาหาร (Food Supply) ที่มีจำนวนน้อยลง และมีขนาดใหญ่ขึ้นๆเป็นลำดับ หรือนัยหนึ่งคือการผูกขาดระบบอาหารของโลก ระบบอาหารที่เป็นอยู่ทำให้เรามีอำนาจน้อยลงและบรรษัทมีอำนาจมากขึ้น ทางเลือกอาหารของเราเหลือน้อยลงๆ? ในขณะที่ในภาคเกษตรกรรม เกษตรกรรายย่อยถูกทำลายลง การผลิตแบบบรรษัทเข้ามาแทนที่ ตัวอย่างเช่นระบบการเลี้ยงกุ้งปัจจุบันมีครอบครัวที่ประกอบอาชีพนี้เพียง 30,000 ครอบครัว ในขณะที่การเลี้ยงไก่มีผู้เลี้ยงเพียง 7,500 ครอบครัวเท่านั้น

ประมาณการว่าตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายอยู่ในมือของ "โมเดอร์เทรด"ขนาดใหญ่ และกำลังขยายออกไปควบคุมตลาดส่วนใหญ่ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า? ร้านค้าปลีกรายย่อย ตลาดสด ตลาดนัด แผงข้างถนน ถูกเบียดขับออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้บรรษัทเหล่านี้กำลังผลิตสินค้ายี่ห้อของตัวเองในสัดส่วนมากขึ้นๆ เช่นเดียวกับเริ่มต้นจ้างให้เกษตรกรทำการเกษตรในระบบพันธสัญญาเพื่อป้อนตลาดของตน

ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อประกาศว่าเครือข่ายร้านค้าของพวกเขานั้นมิใช่แค่เพียงเป็นร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์ แต่เป็น "คอนวีเนี่ยนฟู้ดสโตร์"[1] นั่นหมายความว่าบทบาทของบรรษัทจะมิใช่แค่เพียงควบคุมระบบการผลิตอาหารเท่านั้นแต่เป็นควบคุมการกระจายอาหาร รวมถึงกำหนดวัฒนธรรมอาหารในท้ายที่สุดด้วย

2) ปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบอาหารที่เป็นอยู่เป็นระบบที่ผลาญทรัพยากร ผลาญพลังงาน และตั้งอยู่บนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ระบบอาหารปัจจุบัน ตั้งแต่การผลิต การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง นั้นต้องใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมาก"ระยะทางอาหาร" ซึ่งหมายถึงระยะห่างระหว่างอาหารซึ่งผลิตจากไร่นาแห่งหนึ่งกับจานอาหารของเราไกลมาก ในงานเขียน "Counting our food miles" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2007 พบว่าโดยเฉลี่ยมีระยะทางประมาณ 1,500-2,500 ไมล์ โดยระยะทางนี้เพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับทศวรรษที่ 1980

ระบบการผลิตเช่นนี้ยังได้ทำลายน้ำ ดิน ทรัพยากรชีวภาพ ไปอย่างมากในรอบ 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมา

3) ปัญหาทางโภชนาการ/ความปลอดภัยทางอาหาร เช่น ทำให้โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับหัวใจและระบบเลือด โรคเบาหวาน กลายเป็นโรคสำคัญของโลกและสังคมไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมัน เนื้อสัตว์? รวมทั้งพิษภัยที่เกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร และสารเจือปนที่อยู่ในระบบอาหาร

4) ปัญหาทางจริยธรรม ที่เป็นเรื่องหลักคือการขาดความรับผิดชอบและความเคารพระหว่างคนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆและธรรมชาติ และระหว่างคนกับคนในฐานะผู้ผลิตอาหารกับผู้บริโภคอาหาร จริยธรรมเหล่านี้เสื่อมทรามลงเมื่ออาหารกลายเป็นเพียงสินค้าและเงินตรา ทั้งๆที่ในอดีตวัฒนธรรมเกี่ยวกับวิถีการกินอยู่ของเราเป็นอีกแบบหนึ่ง



นี่คือเหตุผลของการ "กินเปลี่ยนโลก" ซึ่งในด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องยากแต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องง่ายๆทีทุกคนทำได้

ด้าน ที่ยากก็คือ การเปลี่ยนวิธีการกิน ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ การกินถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยโครงสร้างการผลิต โครงสร้างการตลาด และวัฒนธรรม เรื่องกินไม่ใช่เรื่องเดี่ยวๆ แต่เป็นเรื่องการผลิต เรื่องการตลาด และเรื่องวัฒนธรรมฝังเอาไว้อยู่ภายใน หรืออีกนัยหนึ่ง การกินเกี่ยวข้องกับ "การเมือง" ซึ่งเป็นเรื่องของ "อำนาจ"

ถ้าไม่เข้าใจว่าการ "กิน" เป็นเรื่องอำนาจยังไง? ขอยกตัวอย่างเรื่อง "การผลิตอาหาร" ว่าเกี่ยวข้องกับอำนาจอย่างไร ตัวอย่างเช่น "การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง" ซึ่งเป็นวิถีชีวิตและอาชีพอย่างหนึ่งในอดีต ขณะนี้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย? เมื่อสัปดาห์ที่แล้วการทำยาสมุนไพร 13 ชนิดเพื่อใช้ในการเกษตรกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับที่ การทำปุ๋ยชีวภาพผิดกฎหมายไปแล้วเมื่อปีที่แล้วโดยข้ออ้างว่าไม่ได้มาตรฐานตามระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ เหมือนกับในต่างประเทศที่มีการออกกฎหมายให้การผลิตเมล็ดพันธุ์เองของเกษตรกรรายย่อย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย? ด้วยข้ออ้างเดียวกัน

สักวันหนึ่งข้างหน้า การกินบางประเภทก็จะทำให้กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน !?

อย่างไรในอีกด้านหนึ่ง "การกิน" ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เพราะอำนาจในการเลือกกิน เลือกซื้อ ยังเป็นเรื่องที่เรามีอำนาจมากพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง? อย่างน้อยก็มากกว่าอีกหลายเรื่องที่เรามีอำนาจน้อยกว่า เช่น การเลือกรัฐบาล การเลือกนโยบายประเทศที่เราปรารถนา ฯลฯ


กินอย่างไรถึงจะเปลี่ยนโลกนี้ได้ ?

การกินเพื่อเปลี่ยนโลกให้ได้นั้น คือการกินที่กลับมาหารากฐานของแนวความคิดและวิถีปฏิบัติเรื่องสิ่งแวดล้อม 3 ประการ คือ? ระบบนิเวศ-สุขภาพ-และความเป็นธรรม นั่นเอง

หากเราเห็นพิษภัยของแฮมเบอร์เกอร์ทั้งในมิติของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เรายังโชคดีที่มีน้ำพริกและผักพื้นบ้านให้รับประทาน? หากเราตระหนักว่าผักและอาหารในห้างขนาดใหญ่มีราคาแพง ไม่หลากหลาย และคุณค่าทางโภชนาการน้อย เรายังมีตลาดสด ตลาดท้องถิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่

หากเราเห็นและตระหนักปัญหาการผูกขาดของบรรษัทที่ผลิตไก่ กุ้ง และปลา ว่าทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบอะไรบ้างต่อชีวิตของเกษตรกรรายย่อย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องสร้างทางเลือกหรือฟื้นฟูวิถีการผลิตอาหารที่เราประสงค์ขึ้นมาใหม่ พร้อมๆกับการฟื้นฟูน้ำพริก ตลาดท้องถิ่น และระบบวัฒนธรรมอาหารอื่นๆให้มีสถานะและมีความหมายภายใต้สังคมปัจจุบัน



"กินเปลี่ยนโลก" ไม่ได้สร้างคำตอบสำเร็จรูปใดๆให้ แต่เป็นการท้าทายให้เราได้ขบคิด ตระหนักในพลังของเรา? และเลือกวิถีชีวิต/โลกที่เราปรารถนา


นี่ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การร่วมกันสร้างขบวนการทางอาหารนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องยากลำบากอีกต่อไป หากตระหนักว่าเรากำลังอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ซึ่งเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้นี่เอง

[1] คำอภิปรายของนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์? ในการอภริปรายครบรอบ 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 21 มกราคม 2552

 

ความคิดเห็น  

 
0 #1 นิด รสดีเด็ด 2010-03-16 04:44 ชอบค่ะ อ้างอิง
 

เพิ่มความคิดเห็น

กรุณาใช้คำพูดสุภาพนะจ๊ะ

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป



Powered by Core Design
ความคิดเห็นต่างๆ
เรามี 150 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
link_head
จดหมายข่าวคนกินช้า
เราจะจัดส่งจดหมายข่าวให้แก่สมาชิก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสรุปรวมข่าวสารต่างๆ ที่สำคัญๆ ไม่ให้ท่านตกข่าวความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างวิถีแห่งการกินเปลี่ยนโลก


กรุณาใส่ครั้งละ 1 อีเมลเท่านั้นนะจ๊ะ